อึ้ง! ทึ่ง! เสียว!

Posted December 15th, 2014 by syt94

เชื่อว่าตอนนี้แฟนๆ ‘สิงห์บลู’ เชลซี ทั้งหลายคงรู้สึกอิ่มเอิบ ที่ทีมรักมีคะแนนนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อยู่ในตอนนี้ หลังจากเปิดบ้านถล่ม ‘สิงห์ผยอง’ แอสตัน วิลลา ไปอย่างเหนือชั้น 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และเพิ่งชนะในเกมชิงถ้วยหูใหญ่ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา…

คราวก่อนผมเขียนสบประมาท ดิเอโก คอสตา ยอดดาวยิงทีมชาติสเปนไปว่า เป็นศูนย์หน้าที่มีสถิติยิงใน 1 ฤดูกาลไม่เกิน 10 ลูก จนกระทั่งฤดูกาลที่แล้ว (2013-2014) ขณะค้าแข้งกับแอตเลติโก มาดริด

แต่เหมือนกองหน้าจอมดุรายนี้จะได้ยิน จึงกระหน่ำประตูคู่แข่งในพรีเมียร์ลีก ไปแล้วถึง 8 ประตูใน 6 นัด นำเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีกอังกฤษในตอนนี้ ทำเอาผมอึ้งและหน้าแหกในเวลาเดียวกัน

6 นัดที่ผ่านมา คอสตาแสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นกองหน้าที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา หาจังหวะสอดกองหลังคู่แข่งเข้าไปยิงได้หลายครั้ง ที่สำคัญยังมีความแข็งแกร่งและความเร็วคล้ายคลึงกับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา สมัยหนุ่มๆ เป็นสิ่งที่กองหน้าเชลซีใน 2 ฤดูกาลก่อนไม่มี จนถึงตอนนี้หลายคน (รวมทั้งผม) ไม่มีข้อกังขาในตัวเขาแล้ว

ประตูของคอสตา มีส่วนทำให้เชลซีสร้างผลงานในลีกได้อย่างน่าทึ่ง ชนะ 5 จาก 6 เกม และเสมออีก 1 เกม แมตช์ที่ชนะ ก็ยิงไม่ต่ำกว่า 2 ประตู เมื่อเทียบกับฤดูกาล 2013-2014 ที่ชนะ 3 เสมอ 2 และ แพ้อีก 1 นัด และยิงแต่ละนัดไม่เกิน 2 ประตูแล้ว ถือว่าผลงานช่วงเปิดฤดูกาลดูดีขึ้นมาก

เชลซี พลาดชัยชนะเพียงนัดเดียวคือแมตช์ที่เสมอกับ ‘เรือใบสีฟ้า’ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ทั้งที่อุตส่าห์เข็นรถบัสมาขวาง, ยิงนำก่อน และคู่แข่งยังเหลือ 10 คนอีก แต่นึกไม่ถึงว่ากุนซือซิตี้จะเลือกส่ง แฟรงค์ แลมพาร์ด ตำนานของเชลซีลงมาในช่วงท้ายเกม

และเป็นแลมพาร์ด ผู้คุ้นเคยกับแผนรถบัสมหาอุดดีนี่เอง ที่ยิงประตูตีเสมอให้แมนฯซิตี้สำเร็จ ก็…นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่แลมพาร์ดยิงประตูให้สโมสรใหม่สำเร็จ แต่ทำไมต้องเป็นเชลซีที่โดนด้วยเนี่ย

เอาเถิด การเสมอกับทีมเรือใบในบ้านของพวกเขาไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเป็นที่รู้กันว่า แมนฯซิตี้ในเอมิเรตส์ สเตเดียม นั้นแข็งแกร่งแค่ไหน

แต่ที่น่าหวาดเสียวกว่า คือเกมพรีเมียร์ลีก สัปดาห์นี้ เชลซีต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ‘ปืนใหญ่’ อาร์เซนอล อีก 1 ทีมที่ยังไม่แพ้ใครในลีก

ซึ่งล่าสุด แดนนี เวลเบค ศูนย์หน้าของพวกเขา เพิ่งทำแฮตทริกใส่ กาลาตาซาราย ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

เพราะเมื่อ ‘มหาเทพ’ ระเบิดฟอร์มขนาดนี้จะไม่ให้เสียวได้อย่างไร

รอดไปอีกหนึ่งนัด!

Posted December 15th, 2014 by syt94

3 แต้มสำคัญจากเกมเปิดบ้านเฉือน สโต๊ก ซิตี้ แบบระทึกช่วงท้ายเกม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเกาะท็อปโฟร์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น…

เกมนี้ หลุยส์ ฟาน กัล ส่ง คริส สมอลลิง ยืนเป็นกองหลังตัวกลางคู่กับ มาร์กอส โรโฮ กองหลังทีมชาติอาร์เจนตินา แล้วใช้ อันโตนิโอ วาเลนเซีย กับ แอชลีย์ ยัง ยืนเป็นแบ็คทั้งสองฝั่ง กองกลางส่ง ไมเคิล คาริค ประสานงานกับ อันเดร์ เอร์เรรา แมน ออฟ เดอะแมตช์จากเกมชนะ ฮัลล์ ซิตี้ และ มารูยาน เฟลไลนี กองกลางฟอร์มฮอตของทีม

ด้านแนวรุกใช้ ฆวน  มาตา ทำเกมรุกอยู่ข้างหลัง โรบิน ฟาน เพอร์ซี และ เจมส์ วิลสัน  ที่ได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริงแทน เวย์น รูนีย์ ที่มีอาการบาดเจ็บ

เริ่มเกมมาเป็นเจ้าบ้านที่เปิดเกมรุกใส่ได้อย่างไหลลื่น โดยมีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้ง จนกระทั่ง น.21 มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ อันเดร์ เอร์เรรา เปิดบอลจากฝั่งซ้ายบอลเลยมาเสาสอง มารูน เฟลไลนี้ โถมตัวโขกเข้าไปอย่างสุดสวย แต่ก่อนหมดครึ่งแรก 6 นาที แนวรับแมนยูก็เจอความจี๊ดจ๊าดของ โบยาน เกร์กิช พาบอลบอลลุยเข้าเขตโทษ บอลมาโดนส้นเท้า คริส สมอลลิง เข้าทางปืน สตีเวน เอ็นซอนซี ซัดเสียบมุมเข้าไป  พา สโต๊ก ตามตีเสมอ 1-1

เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังยังคงเป็นทีมแมนยูไนเต็ดที่เปิดเกมบุกใส่ทีมเยือน เหมือนเดิม จนกระทั่ง น.60  ปิศาจแดงมาได้ประตูขึ้นนำ 2-1  จากจังหวะฟรีคิกทางฝั่งขวา ฆวน มาตา เปิดเข้ามา บอลไม่โดนใคร กระดอนพื่นเข้าประตูไปเลย

แต่ในช่วงท้ายเกม ถ้าใครได้ชมเกมนี้แบบสดๆ บอกได้คำเดียวลุ้นจนตัวเกร็งกันไปหมด! เมื่อสโต๊ก ได้ลุ้นสองจังหวะติดๆจาก มาเม บิรัม ดิยุฟ อดีตกองหน้าปิศาจแดง โดยจังหวะแรก ดิยุฟ ได้โขกเน้นๆหน้าประตู โชคดีที่ ดาบิด เด เคอา ยืนตำแหน่งได้ดีงัดบอลออกไปได้ จากจังหวะต่อมา ดิยุฟ คนเดิมได้ซัดในกรอบเขตโทษ บอลจะเข้าประตูอยู่แล้ว โชคดีที่มี แอชลีย์ ยัง มาเคลียร์จากเส้นไปได้หวุดหวิด และเทคโนโลยีโกลไลน์ก็โชว์ให้เห็นว่าลูกบอลข้ามเส้นไปครึ่งเดียว

จบเกมเป็นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เฉือนชนะ สโต๊ก ซิตี้ ไปได้ 2-1 คว้าชัย 4 นัดติดต่อกัน แบบไม่หายใจไม่ค่อยทั่วท้องสักเท่าไรนัก

นักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมในเกมนี้ขอยกให้ ฆวน มาตา กับ อันเดร์ เอร์เรรา สองดาวเตะสแปนิช ที่เล่นเข้าขากันเหลือเกิน และทำให้เกมรุกดูไหลลื่น  โดย มาตา มักจะทำประตูช่วยทีมถูกเวลาอยู่เสมอ ขณะที่ อันเดร์ เอร์เรรา ก็ได้ความขยันช่วยวิ่งแย่งบอลจากนักเตะ สโต๊ก ได้หลายครั้ง และเซนส์การจ่ายบอลของเขายังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม

มารูยาน เฟลไลนี กลายเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมไปแล้วเรียบร้อย โดยเจ้าฟูรักษาฟอร์มที่ดีของตัวเองไว้ได้อีกครั้ง มีส่วนร่วมทั้งเกมรุกและเกมรับของทีมอยู่ตลอด และการทำประตูได้ในเกมนี้ คงเพิ่มความมั่นใจให้เขาไม่น้อย สังเกตได้ว่าช่วงหลังที่เขาได้ลงเล่นตัวจริง แดนกลางของทีมปิศาจแดงมีความเหนียวแน่น รับส่งบอลกันได้ประสิทธิภาพมากขึ้น  ส่วน แอชลีย์ ยัง ก็เล่นแบ๊กซ้ายจำเป็นได้เนียนตาซะเหลือเกิน อาจเป็นเพราะได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องจึงเรียกความมั่นใจกลับมาได้ เกมนี้มีจังหวะกระชากบอลสวยๆหลายครั้ง แต่ติดตรงเปิดบอลแรงไปนิด แต่ให้อภัยกันได้ เพราะถ้าช่วงท้ายเกมไม่มี ยัง อยู่ในสนาม แมนยูคงได้แต้มเดียวเป็นแน่!  ส่วนเจ้าหนู เจมส์ วิลสัน ถือว่าเล่นใช้ได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะความเร็ว แต่ยังติดตรงการตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย ขณะที่ ราดาเมล ฟัลเกา ได้ลงมาเล่นในช่วงท้ายเกม ต้องยอมว่าตอนนี้เขายังฟิตไม่เต็บสูบ แต่สายตาความมุ่งมั่นยังมีให้แฟนผีได้เห็นอยู่เช่นเคน

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ ในตอนแรกหลายคนกังวลว่าเกมรุกของปิศาจแดงจะแย่ลงหรือเปล่าเมื่อไม่มี อังเคล ดิ มาเรีย ปีกค่าตัวแพงอยู่ในสนาม  ซึ่งทุกคนก็ได้เห็นกันแล้วว่า ในยามที่ไม่มี ดิ มาเรีย จังหวะบอลของยูไนเต็ด นั้นเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ต้องไปฝากบอลที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าตัวหายเจ็บเมื่อไหร่มาผนึกกำลังกับฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของเพื่อร่วมทีม ผีแดงคงน่ากลัวขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับเกมนัดต่อไป ยูไนเต็ดต้องเจองานหนัก เมื่อต้องบุกไปเยือน  “นักบุญ” เซาแธมป์ตัน ทีมฟอร์มแรงประจำฤดูกาลนี้ ซึ่งถ้าปิศาจแดงเอาชนะได้ จะแซงขึ้นไปอยู่อันดับ 3 ทันที!

ช่วงนี้แฟนผีหลายคนดูจะแฮปปี้กับฟอร์มการเล่นของทีม ซึ่งดูเหมือนจะลงตัวมากขึ้นทุกวันๆ ถ้ารักษาฟอร์มเก่งแบบนี้ไว้ได้เรื่อยๆ และทีมหัวตารางฟอร์มสะดุดกันบ้าง บางทีทีการลุ้นถึงตำแหน่งแชมป์ลีกอาจเป็นอะไรที่ไกลเกินความจริงมากไปนัก!

ซิโก้ยึดแผนถล่มปินส์จัดยิงมาเลย์ -ตร.เข้มราชมัง

ซิโก้ ติดใจแผนถล่มฟิลิปปินส์ นัดชิงกับมาเลเซีย เตรียมวาง ชนาธิป กองหน้าตัวเป้าเหมือนเดิม ยึดระบบ 4-3-3 เปิดรุกเต็มที่

ความเคลื่อนไหวของทัพนักเตะ ทีมชาติไทย ที่จะลงเตะฟุตบอลนัดชิง ศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2014 กับ มาเลเซีย นัดแรกหวดที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน วันที่ 17 ธันวาคม เวลา 19.00 น. นี้ ก่อนไปดวลนัด 2 ที่ สนามบูกิต จาลิล วันที่ 20 ธันวาคม โดย ไทย มีดีกรี แชมป์ 3 สมัย ถ้าชนะจะทำสถิติแชมป์สูงสุด 4 สมัยเทียบเท่า สิงคโปร์ ที่ตกรอบไปแล้ว ส่วน มาเลเซีย เป็นแชมป์ 1 สมัย

เมื่อช่วงเย็น ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ได้นำนักเตะลงซ้อมที่สนามการกีฬาแห่งประเทศไทย เน้นระบบการขึ้นเกมรุก-เกมรับ โดย โค้ชซิโก้ กล่าวว่า ตอนนี้สภาพนักเตะสมบูรณ์อย่างมาก มีที่เจ็บหนักเพียงแค่ กีรติ เขียวสมบัติ เท่านั้น รายอื่นไม่มีอะไรต้องห่วง แผนการในเกมชิงชนะเลิศนัดแรก จะยึดใช้ระบบ 4-3-3 เปิดเกมรุกเต็มที่ เพื่อยิงประตู และคว้าชัยชนะตุนไว้ก่อนให้ได้ แต่ก็ต้องระวังเกมสวนกลับของมาเลเซียที่อันตรายเหมือนกัน ยังมั่นใจว่าจะเก็บชัย สร้างความได้เปรียบก่อนนัด 2 ได้ ขณะที่เรื่องตัวผู้เล่น จะยึดแผนเดิม จากเกมรอบรองชนะเลิศ นัดสอง กับ ฟิลิปปินส์ ที่ชนะ 3-0

ด้าน พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง ในฐานะรองเลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการหารือของ นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอล ถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในเกมวันที่ 17 ธันวาคมนั้น ในส่วนของ”ตั๋วผี” ที่ขายบริเวณสนาม จะมีมาตรการเด็ดขาด ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมผู้กระทำผิด ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ นายวรวีร์ จัดจอยักษ์ไว้รองรับแฟนที่ผิดหวังจึงขอวอนแฟน ๆ ว่า อย่าให้การสนับสนุนตั๋วผี ขณะเดียวกันได้ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.หัวหมาก รวมทั้งจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตำรวจ กำลังทหาร ดูแลป้องกันความรุนแรงต่าง ๆ เพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรภายใน และรอบสนามราชมังคลากีฬาสถาน และจะเข้มงวดเรื่องของต้องห้าม อาทิ พลุไฟ หรืออาวุธด้วย

สำหรับ ไทย กับ มาเลเซีย เคยเจอกันในรายการชิงแชมป์อาเซียน 11 ครั้ง ไทย ชนะ 6 ครั้ง มาเลเซีย ชนะ 2 ครั้ง และ เสมอ 3 ครั้ง เคยเตะรอบชิงชนะเลิศมาแล้ว ในศึกครั้งแรก ปี 1996 ไทย ชนะ 1-0 จาก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง